จากใจจากลูกหลานไปรษณีย์
posted on 10 Jul 2009 08:20 by stronger
พ่อนัททำงานไปรษณีย์
เรียกได้ว่าเห็นพ่อทำแบบนี้ตั้งแต่ตอนตีนเท่าฝาหอย
จนตอนนี้หอยเท่าฝ่าตีนไปแล้ว
(โห ของมึงใหญ่ขนาดนั้นเลยเหรอ!!!)
พ่อก็ยังทำอยู่
แล้วตูจะบอกทำไม
เอาเป็นว่า นัทรู้จักเรื่องไปรษณีย์ตั้งแต่อยู่ประถม
ไม่สิ ต้องเรียกว่าอนุบาล แต่รู้แบบงู ๆ ปลา ๆ นะ
ออฟฟิศพ่อ คือ ห้องแถวธรรมดา ๆ นี่เอง
ไม่มีแอร์ พ่อรู้สึกจะเช่าอยู่ 2 ห้อง
ห้องนึงเป็นที่พักอาศัย อีกห้องนึงเป็นออฟฟิศ
แต่ข้างหลังจะเชื่อมกัน เล่นซนด้านหลังได้
นัททันในยุคที่โทรเลขมันมีอยู่ มันจะเป็นโทรศัพท์สีดำ
(ไปรษณีย์ที่อื่นนัทไม่รู้นะว่าสีอะไร แต่ของพ่อนัทมันสีนี้)
ถึงแม้จำแป้นหมุนตรงหน้าโทรศัพท์ไม่ค่อยได้ว่ามีลักษณะอย่างไรก็เถอะ
แต่ชอบดูเวลาพ่อพูดประโยคที่ลูกค้าที่เขียนผ่านแผ่นกระดาษสีน้ำตาลอ่อนๆ
ได้ยินพ่อพูดอะไรก็ไม่รู้ แต่รู้สึกว่าตอนนั้นพ่อเหมือนคนสติไม่ดี
พูดอยู่ได้คนเดียว
ถุงเมล์จะเป็นถุงสีน้ำตาล (เหมือนรู้สึกว่าปัจจุบันก็ยังสีน้ำตาลอยู่นะ)
สมัยก่อนจดหมายเยอะ เรียกว่าวันนึงนี่มาหลายถุง กองไว้อยู่หน้าออฟฟิศ
ยิ่งช่วงหน้าเทศกาลเช่นพวกปีใหม่ ที่คนนิยมส่งของขวัญ
ในขณะที่ลูกน้องกลับไปนอนตบตูดเมียกับลูกอยู่บ้านไปนานโขแล้ว
แต่พ่อยังนั่งเกาตูดตัวเองเพราะยุงกัดอยู่ที่ออฟฟิศอยู่เลย
ถ้าวันไหนหยุดเรียนเพราะไม่สบายหรือว่าหยุดเพราะมีเหตุการณ์อะไรก็เหอะ
จะมานั่งดูน้า ๆ กับพ่อทำงาน
น้าที่ทำงานแยกจดหมายจะทำการแยกจดหมายเข้าช่องต่างๆ
แล้วเอามาปั๊มตรายางหน้าซอง
เสียงตึ๊ง ๆ ๆ ๆ ติดต่อกัน สลับกับเสียงพิมพ์ดีดของพ่อ
สมัยก่อนจะอู้ว์หู้วว์กับพ่อ เพราะพ่อเมพมาก แกพิมพ์เร็วเหลือก้ำเหลือเกิน
(แต่ตอนนี้พ่อกลับต้องมาอู้ว์หู้ว์นัทแทน เพราะพิมพ์เร็วกว่า
)
การฟังเสียงปั๊มตรายางหน้าซอง กับเสียงพิมพ์ดีด
ฟังแล้วมันก็เพลินดีเหมือนกัน
สมัยนั้นตาม ปณ.ยังใช้พวกครั่งไว้หยอดปิดกล่องพัสดุอยู่เลย
พ่อเอาครั่งมากวนเอง ใช้เอง ถามว่า เอาครั่งมาทำอะไร
พ่อก็จะบอกว่าเอาไว้ปิดกล่องพัสดุกันกล่องเปิด
ตอนนี้ไปรษณีย์เปลี่ยนไปมาก
จากเป็นรัฐวิสาหกิจไปเป็นเอกชน
ทันสมัยขึ้นมาก เป็นระบบมากขึ้น
แต่วิถีชีวิตคนไปรษณีย์ก็เริ่มหายไป
โทรเลขหายไปแล้ว
e-mail เริ่มมาแทนที่จดหมายที่เริ่มนิยมน้อยลง
คู่แข่งของไปรษณีย์เริ่มมีมากขึ้นอย่างที่เห็น ๆ กันอยู่
เวลามีเพื่อนมาเปรย ๆ ว่าส่งของวันนี้ ๆ ทำไมมันยังไม่ถึงสักที
นัทถึงกับหน้าถอดสี (ซึ่งก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะถอดสีทำไม)
เหมือนซึมซับอยู่กับเรื่องไปรษณีย์มานานมั้ง
ก็จะเดือดเนื้อร้อนใจ ต้องถามว่าส่งของมาตั้งแต่วันไหน
ของหนักหรือเปล่า
อย่างถ้าติดวันหยุดยาวก็ต้องทำใจหน่อยนะ
เพราะว่าของจะค้างที่ ปณ.เยอะมาก
ของแบบนี้มันต้องเป็นระบบ
งานไปรษณีย์ก็เหมือนงานบริการอย่างนึงล่ะ
อย่างเช่นเมื่อวานเพื่อน (จอย psyfer)
ถามเรื่องของที่ส่งมาตั้งแต่พฤหัส
จนป่านนี้ วันพุธแล้ว ทำไมยังไม่ถึงสักที
ก็ต้องบอกไปว่ามันติดวันหยุดยาวหลายวัน
บางที 2-3 วันแรกของยังเพิ่งถึงกลางทางเองมั้ง
เพราะการส่งพัสดุ หรือจดหมายต่าง ๆ ยังต้องใช้รถยนต์อยู่
ที่มันค่อนข้างล่าช้าอยู่แล้ว
แต่ถ้ารู้สึกนานเกินก็ต้องทวงถามจากไปรษณีย์ใกล้บ้านล่ะ
ยอมรับว่าระบบอะไรต่าง ๆ (ตั้งแต่เปลี่ยนเป็นเอกชน)
มันยังไม่ค่อยเข้าที่เข้าทางนัก ตั้งแต่เริ่มมีอินเตอร์เน็ตเข้ามา
คนเก่าคนแก่ที่ยังไม่รู้จักระบบอินเตอร์เน็ตก็ต้องมานั่งเรียนกันใหม่
เรียนจริง ๆ นะ แบบต้องเข้าฝึกอบรมเลยล่ะ
พ่อนัทเองยังต้องเข้าฝึกอบรมเรื่องระบบใหม่เลย
เรียกว่าไม่เป็นก็ต้องทำให้เป็นล่ะ
ที่เอามาพูดในวันนี้
บางทีก็อยากจะกราบเบญจางคประดิษฐ์
ขอโทษที่บางทีไปรษณีย์ทำให้บางคนหงุดหงิดใจ
ในเรื่องความล่าช้า พนักงานพูดจามะนาวไม่มีน้ำ*
เรา (ต้องขอเรียกว่าเรา) จะปรับปรุงบริการให้ดีขึ้นกว่านี้ขึ้นไป
และขอบคุณสำหรับความไว้วางใจที่ยังเห็นไปรษณีย์ยังมีค่าในสายตาค่ะ
ขอบพระคุณค่ะ
จากลูกไปรษณีย์คนนึง
*เคยไปส่งของที่ไปรษณีย์แถวบ้านตัวเอง เจอพนักงานบางคนที่เปรี้ยวตีนจัด
พูดจาเรียกได้ว่าหมายังเห่าเพราะกว่า พอมองกล่องหรือพัสดุที่อยู่ในมือ
มองนามสกุลเท่านั้นล่ะ เสียงเปลี่ยนเลย
แหม...พ่อกูก็ดังเหมือนกันนะนี่

(สาขาจุฬาฯ ฮ่าๆๆๆ)
พี่เป็นคนหนึ่งที่รักการไปรษณีย์มากๆ เลยแหละ
ตั้งแต่หัวโผล่พ้นเคาท์เตอร์ ก็จะไปป้วนเปี้ยนหาแสตมป์สวยๆ แล้วเมื่อก่อนนี่มือวางอันดับหนึ่งเรื่องเขียนจดหมายเลย (เดี๋ยวนี้เปลี่ยนเป็นโปสการ์ดแล้วก็ได้ เพราะคนอาจจะคิดว่า ถ้าส่งมาแค่ตัวหนังสือ มึงอีแมวมาไม่ดีกว่าหรือ)
ถ้าบอกว่าพี่เป็นคนนึงนะ ที่ไม่เคยเคืองไปรษณีย์เลยน้องนัทจะเชื่อมั้ย ยกเว้นครั้งนึงแล้วกัน ที่จะอดตายอยู่แล้ว แต่แม่ธนานัติมาให้แล้วมันช้ามากอะ ครั้งนั้นจะโกรธก็ไม่มีแรงโกรธ ต้องเก็บแรงไว้หายใจระรวยริน..
#1 By แอ้ on 2009-07-10 08:41